มุมแนะนำ

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สารและสมบัติของสาร

สารและสมบัติของสาร

พอลิเมอร์
คือ สารที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของสารขนาดเล็ก (มอนอเมอร์) จำนวนมาก
3.1 พลาสติก แบ่งเป็น
• เทอร์มอพลาสติก มีโครงสร้างแบบโซ่ตรงหรือโซ่กิ่ง ยืดหยุ่น และโค้งงอได้ เมื่อได้รับความร้อนจะอ่อนตัว สามารถเปลี่ยนรูปร่างกลับไปมาได้ เพราะสมบัติไม่มีการเปลี่ยนแปลง
• เทอร์มอเซต มีโครงสร้างแบบตาข่าย มีความแข็งแรงมาก เมื่อได้รับความร้อนจะไม่อ่อนตัว แต่จะเกิดการแตกหัก ไม่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ เพราะสมบัติมีการเปลี่ยนแปลง
3.2 ยาง แบ่งเป็น
• ยางธรรมชาติ เกิดจากมอนอเมอร์ คือ ไอโซพรีน รวมตัวกันเป็นพอลิไอโซพรีน ดังนี้
มีความยืดหยุ่น ทนต่อแรงดึงทนต่อการขัดถู ทนนํ้า นํ้ามันพืชและสัตว์ แต่ไม่ทนนํ้ามันเบนซินและตัวทำละลายอินทรีย์ เมื่อได้รับความเย็นจะแข็งและเปราะ แต่เมื่อได้รับความร้อนจะอ่อนตัวและเหนียว
• ยางสังเคราะห์ (ยางเทียม) เช่น
: ยาง IR (Isoprene Rubber) มีโครงสร้างเหมือนยางธรรมชาติ มีสิ่งเจือปนน้อย คุณภาพสมํ่าเสมอ
: ยาง SBR (Styrene - Butadiene Rubber) ทนต่อการขัดถูแต่ไม่ทนต่อแรงดึง ใช้ทำพื้นรองเท้า สายยาง
ปิโตรเลียม
เกิดจาก ซากพืชซากสัตว์ที่ตายทับถม แล้วถูกย่อยสลาย เกิดเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
2.1 นํ้ามันปิโตรเลียม ประเทศไทยพบครั้งแรกที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และต่อมาพบที่ อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร
การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม เรียกว่า การกลั่นลำดับส่วน โดยใช้ความร้อน 350-400 oC จะได้ผลิตภัณฑ์ เรียงตามลำดับจากจุดเดือดตํ่าไปสูง ดังนี้
มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เบนซิน ก๊าด ดีเซล หล่อลื่น เตา ไข ยางมะตอย
2.2 ก๊าซธรรมชาติ ประเทศไทยพบบริเวณอ่าวไทยและมีมากในเชิงพาณิชย์ และพบที่ อ.นํ้าพอง จ.ขอนแก่น
ส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน ร้อยละ 80-95
ปฏิกิริยาการเผาไหม้ คือ ปฏิกิริยาระหว่างสารไฮโดรคาร์บอนกับก๊าซออกซิเจน แบ่งเป็น
- การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ เกิดเมื่อมีก๊าซ O2 มากเพียงพอ จะได้ CO2 และ H2O ซึ่งจะไม่มีเถ้าถ่าน และเขม่า
- การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดเมื่อมีก๊าซ O2 น้อย จะได้ CO ซึ่งจะไปจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายเกิดการขาดออกซิเจน อาจเกิดอาการหน้ามืด เป็นลมหรือเสียชีวิตได้
2.3 เชื้อเพลิงในชีวิตประจำวัน
- ก๊าซมีเทน (CH4) ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้ในรถปรับอากาศเครื่องยนต์ยูโร-2
- ก๊าซหุงต้ม ประกอบด้วย ก๊าซโพรเพน (C3H8) และก๊าซบิวเทน (C4H10) ที่ถูกอัดด้วยความดันสูง จนมีสถานะเป็นของเหลวเรียกว่า LPG (Liquid Petroleum Gas)
เลขออกเทน เป็นตัวเลขบอกคุณภาพของนํ้ามันเบนซิน โดยกำหนดให้
ไอโซออกเทน มีประสิทธิภาพการเผาไหม้ดี ทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบ มีเลขออกเทน 100
นอร์มอลเฮปเทน มีประสิทธิภาพการเผาไหม้ไม่ดี ทำให้เครื่องยนต์กระตุก มีเลขออกเทน 0
- นํ้ามันดีเซล บอกคุณภาพโดยใช้เลขซีเทน
ปฏิกิริยาเคมี
เกิดจาก สารเริ่มต้น เข้าทำปฏิกิริยากัน แล้วทำให้เกิดสารใหม่ เรียกว่า ผลิตภัณฑ์
4.1 ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวัน
- ปฏิกิริยาการเผาไหม้ของถ่านหิน จะมีกำมะถัน (S) เมื่อเผาไหม้กำมะถันจะทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนทำให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และเมื่อทำปฏิกิริยากับนํ้าฝน ทำให้เกิดกรดกำมะถัน/กรดซัลฟิวริก (ฝนกรด)
- การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ จะเกิดก๊าซ NO2 กลายเป็นฝนกรดไนตริกได้
- ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหล็ก (Fe2O3) เกิดจาก ปฏิกิริยาระหว่างเหล็กกับก๊าซออกซิเจน
- ปฏิกิริยาการสลายตัวของโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (ผงฟู) ด้วยความร้อนจะได้ก๊าซ CO2 และ H2O
- สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เมื่อได้รับแสงและความร้อน จะสลายตัว ดังนั้น จึงต้องเก็บไว้ในที่มืด
- ปฏิกิริยาการสลายตัวของหินปูน (CaCO3) ด้วยความร้อน ได้ปูนขาว (CaO) ใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์
- ปฏิกิริยาระหว่างหินปูนกับกรดไนตริก / กรดซัลฟิวริก ทำให้สิ่งก่อสร้างสึกและเกิดหินงอกหินย้อย

สารชีวโมเลกุล
คือ สารที่มี C และธาตุ H เป็นองค์ประกอบ มีขนาดใหญ่และพบในสิ่งมีชีวิตเท่านั้น มี 4 ประเภท ได้แก่
1. ไขมัน และนํ้ามัน ประกอบด้วยธาตุ C H O มีหน้าที่ดังนี้
ป้องกันการสูญเสียนํ้า ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ป้องกันการสูญเสียความร้อน ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยให้ผมและเล็บมีสุขภาพดี ช่วยละลายวิตามิน A D E K (ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี )
ไขมัน เป็นสารไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเกิดจากกรดไขมัน 3 โมเลกุล กับ กลีเซอรอล 1 โมเลกุล
กรดไขมันไม่อิ่มตัว + ก๊าซออกซิเจน ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน
แสดงว่า นํ้ามันพืช จะเกิดกลิ่นเหม็นหืนได้ง่าย แต่ในธรรมชาติจะมีวิตามินE ซึ่งเป็นสารต้านหืน
การผลิตสบู่ จากปฏิกิริยาสะปอนนิฟิเคชัน ได้จาก การต้มไขมันกับเบส (โซเดียมไฮดรอกไซด์ / NaOH)
2. โปรตีน ( C H O N ) มีหน้าที่ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยรักษาสมดุลนํ้าและกรด-เบส เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ ฮอร์โมน เลือด และภูมิคุ้มกัน (1 กรัม ให้พลังงาน 4 KCal)
หน่วยย่อย คือ กรดอะมิโน มีทั้งหมด 20 ชนิด แบ่งเป็น
• กรดอะมิโนที่จำเป็น มี 8 ชนิด ซึ่งร่างกายสร้างไม่ได้ ต้องกินจากอาหารเข้าไป
• กรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น มี 12 ชนิด ซึ่งร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง
การแปลงสภาพโปรตีน คือ การที่ทำให้โครงสร้างของโปรตีนถูกทำลาย เช่น แข็งตัวเมื่อได้รับความร้อน เมื่อได้รับสารละลายกรด-เบส เมื่อได้รับไอออนของโลหะหนัก
คุณค่าทางชีววิทยา หมายถึง คุณภาพของโปรตีนที่นำมาสร้างเป็นเนื้อเยื่อได้(ไข่ 100%)
3. คาร์โบไฮเดรต ( C H O ) มีหน้าที่ดังนี้
- เป็นแหล่งพลังงานหลักของคน (1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี) แบ่ง 3 ประเภท ดังนี้
3.1 มอโนแซ็กคาไรด์ ( นํ้าตาลโมเลกุลเดี่ยว ) แบ่งเป็น
• นํ้าตาลที่มีสูตรเป็น C5H10O5 เรียกว่า ไรโบส
• นํ้าตาลที่มีสูตรเป็น C6H12O6 เช่น กลูโคส ฟรุกโตส ( ฟรักโตส ) กาแลกโทส
3.2 ไดแซ็กคาไรด์ ( นํ้าตาลโมเลกุลคู่ )
• กลูโคส + กลูโคส = มอลโทส พบในข้าว เมล็ดพืช ใช้ในการทำเบียร์ อาหารทารก
• กลูโคส + ฟรุกโตส = ซูโครส หรือ นํ้าตาลทราย พบมากในอ้อย
• กลูโคส + กาแลกโทส = แลกโทส พบมากในนํ้านม
3.3 พอลิแซ็กคาไรด์ (นํ้าตาลโมเลกุลใหญ่ )
• แป้ง เกิดจากกลูโคสหลายพันโมเลกุลมาต่อกัน แบบสายยาวและแบบกิ่ง พบมากในพืช
- ร่างกายคนย่อยสลายได้ด้วยเอนไซม์ที่มีในนํ้าลาย (อะไมเลส)
• เซลลูโลส เกิดจากกลูโคสประมาณ 50,000 โมเลกุล ต่อกันแบบสายยาว เป็นเส้นใยพืช
- ร่างกายคนย่อยสลายไม่ได้ ช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหว ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม
• ไกลโคเจน เกิดจากกลูโคสเป็นแสนถึงล้านโมเลกุลมาต่อกันแบบกิ่ง พบในคนและสัตว์ ที่ตับและกล้ามเนื้อ เป็นแหล่งพลังงานสำรอง โดยจะสลายกลับคืนเป็นกลูโคส เมื่อร่างกายขาดแคลนพลังงาน
4. กรดนิวคลีอิก ( C H O N P ) มีหน่วยย่อย เรียกว่า นิวคลีโอไทด์
DNA ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ มาเชื่อมต่อกันเกิดเป็นสายยาว 2 สายพัน กันเป็นเกลียว โดยเกาะกันด้วยคู่ไนโตรเจนเบสที่เฉพาะเจาะจง คือ อะดีนีน (A) กับ ไทมีน (T) กวานีน (G) กับ ไซโตซีน (C)

ธาตุและสารประกอบ
พันธะเคมี คือ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอมของธาตุ โดยแบ่งเป็น
- พันธะไอออนิก : เกิดจากโลหะกับอโลหะ เช่น NaCl CaO
- พันธะโควาเลนซ์ : เกิดจากอโลหะกับอโลหะ เช่น H2 Cl2 CO2 CH4 ธาตุหมู่ 1A และ 2A เป็นโลหะ เป็นของแข็ง จุดเดือด / จุดหลอมเหลวสูง นำไฟฟ้าได้
ธาตุหมู่ 1A มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเป็น 1 จึงหลุดออกง่าย ทำให้มีประจุ +1 เช่น Na+ มีความว่องไวต่อปฏิกิริยาสูงมาก ลุกไหม้ได้อย่างรวดเร็ว เกิดปฏิกิริยากับนํ้ารุนแรง
ธาตุหมู่ 2A มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเป็น 2 จึงสูญเสียได้ง่าย ทำให้มีประจุ +2 เช่น Mg2+
ธาตุหมู่ 7A (Halogen) เป็นอโลหะ อยู่เป็นโมเลกุลมี 2 อะตอม เช่น F2 Cl2 Br2 I2 At2
• มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเป็น 7 จึงสามารถรับอิเล็กตรอนได้อีก 1 กลายเป็นไอออนประจุ -1
• มีความว่องไวต่อปฏิกิริยาเคมีมาก
ธาตุหมู่ 8A เป็นอโลหะ มีสถานะเป็นก๊าซ อยู่เป็นอะตอมอิสระ : He Ne Ar Kr Xe Rn
• มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเป็น 8 จึงมีความเสถียรมาก ไม่ว่องไวต่อปฏิกิริยาเคมี จึงเรียกว่า ก๊าซเฉื่อย
โลหะแทรนซิชัน เป็นโลหะ มีสมบัติกายภาพเหมือนโลหะหมู่ 1A / 2A แต่สมบัติเคมีแตกต่างกัน
ธาตุกึ่งโลหะ คือ ธาตุที่มีสมบัติบางประการคล้ายโลหะและบางประการคล้ายอโลหะ เช่น
อะลูมิเนียม (Al) มีความหนาแน่นตํ่า จึงแข็งแรงแต่นํ้าหนักเบา นำไฟฟ้า/ความร้อนดี เช่น
บอกไซด์ :ใช้ทำโลหะอะลูมิเนียม อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องครัว ห่ออาหาร
คอรันดัม หรือ อะลูมิเนียมออกไซด์ : ทำอัญมณีที่มีสีตามชนิดของโลหะแทรนซิชัน
สารส้ม (Al(SO4)2 . 12H2O) : ใช้ในการทำนํ้าประปาหรือกวนนํ้าให้ตกตะกอน
ซิลิกอน (Si) - อะตอมยึดต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนซ์ ในรูปโครงผลึกร่างตาข่าย เป็นสารกึ่งตัวนำ ใช้ทำแผงวงจรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า
ธาตุกัมมันตรังสี คือ ไอโซโทปของธาตุที่มีนิวตรอนต่างจากโปรตอนมากๆ ทำให้ไม่เสถียร จึงสลายตัว โดยปลดปล่อยรังสีออกมา ซึ่งตรวจหาและวัดรังสี โดยใช้ไกเกอร์มูลเลอร์เคาน์เตอร์

โลก ดาราศาสตร และอวกาศ



โลก ดาราศาสตร และอวกาศ
1. โลกและการเปลี่ยนแปลง
1.1 โครงสร้างโลก แบ่งตามลักษณะมวลสาร ได้ 3 ชั้น คือ
1. ชั้นเปลือกโลก แบ่งเป็น 2 บริเวณ คือ
• ภาคพื้นทวีป ประกอบด้วย ซิลิกาและอะลูมินา
• ใต้มหาสมุทร ประกอบด้วย ซิลิกาและแมกนีเซีย
2. ชั้นเนื้อโลก มีความลึก 2,900 กิโลเมตร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
• ส่วนบน เป็นหินที่เย็นตัว ชั้นเนื้อโลกส่วนบนรวมกับชั้นเปลือกโลก เรียกว่า ชั้นธรณีภาค
• ชั้นฐานธรณีภาค เป็นชั้นของหินหลอมละลายหรือหินหนืด ที่เรียกว่า แมกมา
• ชั้นล่างสุด เป็นชั้นของแข็งร้อนที่แน่นและหนืด
3. ชั้นแก่นโลก แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
• แก่นโลกชั้นนอก เป็นเหล็กและนิกเกิลที่เป็นของเหลวร้อน
• แก่นโลกชั้นใน เป็นเหล็กและนิกเกิลที่เป็นของแข็ง
1.2 ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา
แนวรอยต่อที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว มี 3 แนว คือ
1. แนวรอยต่อรอบมหาสมุทรแปซิฟิก เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงและมากที่สุด ( 80% ) เรียกว่า วงแหวนแห่งไฟ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก
2. แนวรอยต่อภูเขาแอลป์ในยุโรปและภูเขาหิมาลัยในเอเซีย เกิดแผ่นดินไหว (15%) โดยจะเกิดระดับตื้นและปานกลาง ได้แก่ พม่า อัฟกานิสถาน อิหร่าน ตุรกี และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
3. แนวรอยต่อบริเวณสันกลางมหาสมุทรต่างๆ ของโลก (5%) ได้แก่ บริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดียและอาร์กติก โดยจะเกิดแผ่นดินไหวในระดับตื้น
ภูเขาไฟ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้
• เกิดจาก การปะทุของแมกมา จะมีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้า เช่น แผ่นดินไหว และมีเสียงคล้ายฟ้าร้อง ซึ่งเมื่อพ่นออกมา เรียกว่า ลาวา คุพุ่งเหมือนนํ้าพุร้อน เมื่อเย็นตัวกลายเป็น หินบะซอลต์ ซึ่งมีรูพรุน
• เกิดจาก การระเบิดของแมกมาที่มีก๊าซ ซึ่งจะแยกเป็นฟองเหมือนนํ้าเดือดและขยายตัวจนระเบิดอย่างรุนแรง พ่นเศษหิน ผลึกแร่ เถ้าภูเขาไฟ และเมื่อเย็นตันเป็นหิน เรียกว่า หินตะกอนภูเขาไฟ ซึ่งเรียกชื่อตามขนาดและชิ้นส่วนที่พ่นออกมา เช่น หินทัฟฟ์ หินกรวดเหลี่ยมภูเขาไฟ หินกรวดมนภูเขาไฟ
2. ธรณีภาค
2.1 แผ่นธรณีภาคและการเคลื่อนที่
ปี พ.ศ.2458 ดร.อัลเฟรด เวกาเนอร์ นักอุตุนิยมวิทยา ชาวเยอรมัน ได้ตั้งสมมติฐานว่า
“ผืนแผ่นดินทั้งหมดบนโลกแต่เดิมเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน เรียกว่า พันเจีย เมื่อ 200 - 135 ล้านปีที่แล้ว แยกออกเป็น 2
ทวีปใหญ่ คือ ลอเรเซียทางตอนเหนือและกอนด์วานาทางตอนใต้ และเมื่อ 135-65 ล้านปีที่แล้ว ลอเรเซียเริ่มแยกเป็นอเมริกาเหนือและแผ่นยูเรเซีย (ยุโรป+เอเชีย) กอนด์วานาจะแยกเป็น อเมริกาใต้ แอฟริกา ออสเตรเลีย แอนตาร์กติกา และอินเดีย
แผ่นธรณีภาคมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา ดังนี้
1. ขอบแผ่นธรณีภาคแยกออกจากกัน
เกิดจาก การดันตัวของแมกมา ทำให้เกิดรอยแตก จนแมกมาถ่ายโอนความร้อนได้ ทำให้อุณหภูมิและความดันลดลงทำเปลือกโลกทรุดตัวกลายเป็นหุบเขาทรุด ต่อมามีนํ้าไหลมาสะสมเป็นทะเล และเกิดเป็นร่องลึก แมกมาจึงแทรกดันขึ้นมา ส่งผลให้แผ่นธรณีเคลื่อนตัวแยกออกไปทั้งสองข้าง เกิดการขยายตัวของพื้นทะเล
2. ขอบแผ่นธรณีภาคเคลื่อนเข้าหากัน มี 3 แบบ คือ
- แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรชนกับแผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทร ทำให้แผ่นหนึ่งมุดลงใต้อีกแผ่นหนึ่ง ปลายของแผ่นที่มุดลงจะหลอมกลายเป็นแมกมา และปะทุขึ้นมา ทำให้เกิดเป็นแนวภูเขาไฟกลางมหาสมุทร
- แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรชนกับแผ่นธรณีภาคภาคพื้นทวีป ทำให้แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรซึ่งหนักกว่ามุดลงข้างล่าง เกิดเป็นแนวภูเขาไฟชายฝั่ง เช่น อเมริกาใต้ (แอนดีส)
- แผ่นธรณีภาคภาคพื้นทวีปชนกับแผ่นธรณีภาคภาคพื้นทวีป ซึ่งทั้งสองแผ่นมีความหนามาก ทำให้แผ่นหนึ่งมุดลงแต่อีกแผ่นหนึ่งเกยขึ้นเกิดเป็นเทือกเขาเป็นแนวยาวอยู่กลางทวีป เช่น เทือกเขาหิมาลัย แอลป์
3. ธรณีประวัติ
3.1 อายุทางธรณีวิทยา แบ่งเป็น 2 แบบ
- อายุสัมบูรณ์ เป็นอายุของหินหรือซากดึกดำบรรพ์ที่สามารถบอกจำนวนปีที่แน่นอน ซึ่งคำนวณได้จากครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี ได้แก่ ธาตุ C-14 K-40
- อายุเปรียบเทียบ ใช้บอกอายุของหิน ว่าหินชุดใดมีอายุมากหรือน้อยกว่ากัน โดยอาศัยข้อมูลจากซากดึกดำบรรพ์ที่ทราบอายุแน่นอน ลักษณะลำดับชั้นหินและโครงสร้างของชั้นหิน
3.2 ซากดึกดำบรรพ์ คือ ซากและร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ที่ตายทับถมอยู่ในชั้นหินตะกอน
พืชและสัตว์ที่จะเปลี่ยนสภาพเป็นซากดึกดำบรรพ์ได้ต้องมีโครงร่างที่แข็ง เพื่อว่าแร่ธาตุต่างๆ จะสามารถแทรกซึมเข้าไปในช่องว่างนั้นได้ ทำให้ทนทานต่อการผุพังและต้องถูกฝังกลบอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ซากสิ่งมีชีวิตชะลอการสลายตัว โดยซากของสัตว์ทะเลจะพบมากที่สุด เพราะว่าเมื่อจมลงจะถูกโคลนและตะกอนเม็ดละเอียดทับถม ซึ่งตะกอนละเอียดจะทำให้ซากสิ่งมีชีวิตเสียหายน้อยที่สุด
ประเทศไทยพบซากดึกดำบรรพ์ เช่น ซากไดโนเสาร์ พบครั้งแรกที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เป็นไดโนเสาร์เดิน 4 เท้า มี คอ-หาง ยาว กินพืชเป็นอาหาร ตั้งชื่อว่า “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน”
- ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่พิมพ์รอยอยู่ในตะกอนที่แข็งตัวเป็นหิน เช่น รอยเท้าไดโนเสาร์ที่ภูหลวง จ.เลย และที่ภูแฝก จ.กาฬสินธุ์ หรือรอยเปลือกหอยต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีซากดึกดำบรรพ์ที่ไม่กลายเป็นหิน เช่น ซากช้างแมมมอธ ซากแมลงในยางไม้หรืออำพัน
4. เอกภพ
4.1 กำเนิดเอกภพ ทฤษฏีกำเนิดเอกภพ “บิกแบง” (Big Bang) กล่าวว่า เมื่อเกิดการระเบิดใหญ่ ทำให้พลังงานเปลี่ยนเป็นสสาร เนื้อสารที่เกิดขึ้นจะในรูปของอนุภาคพื้นฐานชื่อ ควาร์ก อิเล็กตรอน
นิวทริโน และโฟตอนเมื่อเกิดอนุภาคจะเกิดปฏิอนุภาคที่มีประจุตรงข้าม เมื่ออนุภาคพบปฏิอนุภาคชนิดเดียวกัน จะหลอมสลายเป็นพลังงานจนหมด แต่ในธรรมชาติมีอนุภาคมากกว่าปฏิอนุภาค จึงทำให้ยังมีอนุภาคเหลือ หลังบิกแบง 10-6 วินาที อุณหภูมิจะลดลงเป็นสิบล้านล้านเคลวิน ทำให้ควาร์กรวมตัวกลายเป็นโปรตอน (นิวเคลียสของไฮโดรเจน) และนิวตรอน หลังบิกแบง 3 นาที อุณหภูมิจะลดลงเป็นร้อยล้านเคลวิน เกิดการรวมตัวเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม หลังบิกแบง 300,000 ปี อุณหภูมิจะลดลงเหลือ 10,000 เคลวิน นิวเคลียสของไฮโดรเจนและฮีเลียม จะดึงอิเล็กตรอนเข้ามา ทำให้เกิดเป็นอะตอมของไฮโดรเจนและฮีเลียม หลังบิกแบง 1,000 ล้านปี จะเกิดกาแล็กซีต่างๆ โดยภายในกาแล็กซีจะมีธาตุไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นสารเบื้องต้น ในการกำเนิดเป็นดาวฤกษ์รุ่นแรก ๆ
ข้อสังเกตและประจักษ์พยาน ที่สนับสนุนทฤษฏีบิกแบง
1. การขยายตัวของเอกภพ ค้นพบโดยฮับเบิล นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกา
2.อุณหภูมิพื้นหลังของเอกภพ ปัจจุบันลดลงเหลือ 2.73 เคลวิน
นักดาราศาสตร์ แบ่งกาแล็กซี ออกเป็น 4 ประเภท
1. กาแล็กซีกังหันหรือสไปรัล เช่น กาแล็กซีทางช้างเผือก กาแล็กซีแอนโดรเมดา กาแล็กซี M -81 (M ย่อมาจาก เมสสิแอร์ (Messier) เป็นนักล่าดาวหางชาวฝรั่งเศส)
2. กาแล็กซีกังหันมีแกนหรือบาร์สไปรัล เช่น กาแล็กซี NGC – 7479 (NGC ย่อมาจาก The New General Catalogue)
3. กาแล็กซีรูปไข่ เช่น กาแล็กซี M–87
4. กาแล็กซีไร้รูปทรง เช่น กาแล็กซีแมกเจลเเลนใหญ่
5. ดาวฤกษ์
เป็นก้อนก๊าซร้อนขนาดใหญ่ มีองค์ประกอบส่วนใหญ่ เป็นธาตุไฮโดรเจน
5.1 วิวัฒนาการของดาวฤกษ์
• ดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อย เช่น ดวงอาทิตย์ ให้แสงสว่างน้อย จึงมีการใช้เชื้อเพลิงน้อย ทำให้มีช่วงชีวิตยาว และจบชีวิตลงโดยไม่มีการระเบิด แต่จะกลายเป็นดาวแคระ
• ดาวฤกษ์ที่มีมวลมาก จะมีขนาดใหญ่ ให้แสงสว่างมาก จึงมีการใช้เชื้อเพลิงมาก ทำให้มีช่วงชีวิตสั้น และจบชีวิตลงด้วย การระเบิดอย่างรุนแรง เรียกว่า ซูเปอร์โนวา (supernova) หลังจากนั้น ดาวที่มีมวลมาก จะกลายเป็นดาวนิวตรอน ดาวที่มีมวลสูงมาก ๆ จะกลายเป็นหลุมดำ
กำเนิดและวิวัฒนาการของดวงอาทิตย์
1. เมื่อเนบิวลายุบตัว ที่แก่นกลางจะมีอุณหภูมิสูงเป็นแสนองศาเซลเซียส เรียกว่า “ดาวฤกษ์ก่อนเกิด”
2. ปัจจุบันที่แก่นกลางมีอุณหภูมิสูงเป็น 15 ล้านเคลวิน ทำให้เกิด ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์
คือ ปฏิกิริยาหลอมไฮโดรเจน 4 นิวเคลียส กลายเป็นฮีเลียม 1 นิวเคลียสและเกิดพลังงานออกมามหาศาล จนทำให้เกิดสมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงกับแรงดันของก๊าซ เกิดเป็นดวงอาทิตย์ มีสีเหลือง
3. ในอนาคต เมื่อไฮโดรเจนลดลง ทำให้ดาวยุบตัวลง ทำให้แก่นกลางมีอุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 100 ล้านเคลวิน จนเกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ที่มีการหลอมฮีเลียม ให้กลายเป็นคาร์บอน ในขณะเดียวกันรอบนอกของดาว ก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 15 ล้านเคลวิน ทำให้เกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียส ที่มีหลอม
ไฮโดรเจนให้กลายเป็นฮีเลียมครั้งใหม่จึงเกิดพลังงานออกมาอย่างมหาศาลและทำให้ดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 100 เท่า และเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง เรียกว่า ดาวยักษ์แดง ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานออกมามาก ทำให้ช่วงชีวิตค่อนข้างสั้น
4. ในช่วงท้าย แก่นกลางจะยุบตัวลงกลายเป็นดาวแคระขาว ซึ่งมีขนาดเล็กลงเป็น 1 ใน 100
5. ความสว่างจะลดลงตามลำดับ และในที่สุดก็จะหยุดส่องแสงสว่าง กลายเป็นดาวแคระดำ (black dwarf)
5.2 ความสว่างและอันดับความสว่างของดาวฤกษ์
• ดาวฤกษ์ที่ริบหรี่ที่สุดที่มองเห็นด้วยตาเปล่า มีอันดับความสว่าง 6
• ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุด มีอันดับความสว่าง 1
• ดวงอาทิตย์ มีอันดับความสว่าง - 26.7
ถ้าอันดับความสว่างต่างกัน x อันดับ จะมีความสว่างต่างกันประมาณ (2.5)x เท่า
5.3 สีและอุณหภูมิผิวของดาวฤกษ์ แบ่งออกเป็น 7 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้
• ดาวที่มีอายุน้อย จะมีอุณหภูมิผิวสูง มีสีขาว นํ้าเงิน
• ดาวที่มีอายุมาก ใกล้ถึงจุดสุดท้ายของชีวิต จะมีอุณหภูมิผิวตํ่า มีสีแดง
O B A F G K M
ม่วง คราม นํ้าเงิน ขาว เหลือง แสด แดง
6. กำเนิดระบบสุริยะ
นักดาราศาสตร์ แบ่งเขตพื้นที่รอบดวงอาทิตย์ เป็น 4 เขต คือ
1. ดาวเคราะห์ชั้นใน ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และ ดาวอังคาร มีขนาดเล็กและมีพื้นผิวแข็งหรือเป็นหินแบบเดียวกับโลก
2. แถบดาวเคราะห์น้อย คือ บริเวณระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี
เป็นเศษที่เหลือจากการพอกพูนเป็นดาวเคราะห์หิน แล้วถูกดึงดูดจากแรงรบกวนของดาวพฤหัสบดี ซึ่งมีขนาดใหญ่และเกิดมาก่อน ทำให้ไม่สามารถจับตัวกันมีขนาดใหญ่ได้
3. ดาวเคราะห์ชั้นนอก หรือ ดาวเคราะห์ยักษ์ เป็นดาวที่มีขนาดใหญ่ ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน มีองค์ประกอบหลัก คือ ก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียมทั้งดวง
ดาวพลูโต เป็นดาวเคราะห์ชั้นนอกที่อยู่ไกลและเล็กที่สุด มีสมบัติคล้ายดาวเคราะห์น้อย
4. เขตของดาวหาง เป็นเศษที่เหลือจากดาวเคราะห์ยักษ์ มีจำนวนมากอยู่รอบนอกระบบสุริยะ
ดวงอาทิตย์ : เป็นดาวฤกษ์สีเหลือง ชนิดสเปกตรัม G มีอุณหภูมิผิวประมาณ 6,000 เคลวิน
- แสงสว่างที่เปล่งออกมา ทำให้เรามองเห็นดาวเคราะห์ได้ โดยใช้เวลาเดินทาง 8.3 นาที
- ลมสุริยะ ประกอบด้วยอนุภาคโปรตอนและอิเล็กตรอน มาจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะมาถึงโลกภายในเวลา 20-40 ชั่งโมง ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้ ไฟฟ้าแรงสูงดับที่ขั้วโลก เกิดการรบกวนวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของดาวเทียม และทำให้เกิดการติดขัดในการสื่อสารของคลื่นวิทยุ
7. เทคโนโลยีอวกาศ
7.1 ดาวเทียมและยานอวกาศ
การส่งดาวเทียมและยานอวกาศขึ้นสู่อวกาศ จะต้องเอาชนะแรงดึงดูดของโลก ความเร็วมากกว่า 7.91 กิโลเมตรต่อวินาทีถ้าหากจะให้ยานอวกาศออกไปโคจรรอบดวงอาทิตย์ จะต้องใช้ความเร็วที่ 11.2 กิโลเมตรต่อวินาที เรียกว่า ความเร็วหลุดพ้น
พ.ศ. 2446 ไชออลคอฟสกี ชาวรัสเซีย ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับเชื้อเพลิงในจรวด เสนอว่า ใช้เชื้อเพลิงเหลว แยกเชื้อเพลิงและสารที่ช่วยในการเผาไหม้ออกจากกัน นำจรวดมาต่อเป็นชั้นๆ จะช่วยลดมวลของจรวดลง โดยเมื่อจรวดชั้นแรกใช้เชื้อเพลิงหมดก็ปลดทิ้งไป และให้จรวดชั้นต่อไปทำหน้าที่ต่อ แล้วปลดทิ้งไปเรื่อยๆ โดย จรวดชั้นสุดท้ายที่ติดกับดาวเทียมหรือยานอวกาศ จะต้องมีความเร็วสูงพอที่จะเอาชนะแรงดึงดูดของโลกได้
พ.ศ. 2469 โรเบิร์ต กอดดาร์ด ชาวอเมริกัน สามารถสร้างจรวดเชื้อเพลิงเหลว โดยใช้ไฮโดรเจนเหลวเป็นเชื้อเพลิงและออกซิเจนเหลวเป็นสารที่ช่วยในการเผาไหม้ และแยกอยู่ต่างถังกัน
สหภาพโซเวียต สามารถใช้จรวดสามท่อนส่งดาวเทียม ได้เป็นประเทศแรก

มุมแนะนำ